
Key Takeaways
Mbps, MB และ GB เป็นหน่วยที่ใช้บอกข้อมูลคนละด้าน โดย Mbps คือหน่วยใช้วัดความเร็วในการรับส่งข้อมูล ส่วน MB และ GB คือหน่วยใช้วัดปริมาณข้อมูลที่สามารถใช้งานได้ในแพ็กเกจอินเทอร์เน็ต ตัวเลข Mbps ที่สูงขึ้นมักช่วยให้ใช้งานกิจกรรมที่ต้องรับส่งข้อมูลมากได้ลื่นไหลขึ้น ขณะที่จำนวน GB ที่มากขึ้นช่วยให้ใช้งานอินเทอร์เน็ตได้นานขึ้น ก่อนเลือกซิมหรือ eSIM สำหรับเดินทางต่างประเทศ ควรพิจารณาทั้งความเร็ว ปริมาณข้อมูล จำนวนวันเดินทาง และพฤติกรรมการใช้งาน เช่น เปิดแผนที่ แชต ดูวิดีโอ หรือวิดีโอคอล เพื่อให้เลือกแพ็กเกจได้เหมาะกับทริปและใช้งานได้คุ้มค่ามากขึ้น
Table of Contents
เวลาเลือกแพ็กเกจอินเทอร์เน็ตมือถือหรือeSIM สำหรับเดินทางไปต่างประเทศ หลายคนน่าจะเคยเจอตัวเลขอย่าง 1 Mbps, 10 Mbps, 500 MB หรือ 10 GB จนเกิดคำถามว่าแต่ละหน่วยหมายถึงอะไร ตัวเลขยิ่งเยอะหมายความว่าอินเทอร์เน็ตยิ่งเร็วเสมอหรือไม่ และถ้าต้องการเลือกแพ็กเกจให้เหมาะกับการใช้งานควรดูตัวเลขไหนเป็นหลัก ?
ความจริงแล้ว หน่วยความเร็วเน็ตและหน่วยบอกปริมาณอินเทอร์เน็ตเป็นคนละเรื่องกัน โดย Mbps ใช้บอกความเร็วในการรับส่งข้อมูล ขณะที่ MB และ GB ใช้บอกปริมาณข้อมูลที่ใช้หรือจัดเก็บ ดังนั้น การเข้าใจความแตกต่างของแต่ละหน่วยจะช่วยให้เลือกแพ็กเกจมือถือหรือ Travel eSIM ได้ตรงกับพฤติกรรมการใช้งานมากขึ้น โดยเฉพาะเวลาต้องเดินทางไปต่างประเทศและต้องพึ่งอินเทอร์เน็ตตลอดทั้งทริป
Mbps คืออะไร ใช้บอกอะไรเกี่ยวกับความเร็วอินเทอร์เน็ต ?
Mbps คือ Megabits per second หรือจำนวนเมกะบิตที่สามารถรับส่งข้อมูลได้ภายในหนึ่งวินาที เป็นหน่วยที่มักใช้ระบุความเร็วของอินเทอร์เน็ตบ้าน อินเทอร์เน็ตมือถือ รวมถึงแพ็กเกจ eSIM บางประเภท
พูดให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือ ตัวเลข Mbps ใช้บอกความแรงเน็ต ว่าอินเทอร์เน็ตสามารถรับส่งข้อมูลได้เร็วเพียงใด ตัวเลขยิ่งสูง โดยทั่วไปก็ยิ่งรองรับกิจกรรมที่ต้องใช้ข้อมูลจำนวนมากได้ดีขึ้น เช่น ดูวิดีโอความละเอียดสูง ประชุมออนไลน์ ดาวน์โหลดไฟล์ หรือแชร์ Hotspot ให้กับอุปกรณ์อื่น
อย่างไรก็ตาม ตัวเลข Mbps ที่ระบุในแพ็กเกจไม่ได้หมายความว่าผู้ใช้จะได้รับความเร็วสูงสุดตามนั้นตลอดเวลา เพราะความแรงเน็ตสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามหลายปัจจัย เช่น
- คุณภาพและความครอบคลุมของเครือข่ายในพื้นที่
- จำนวนผู้ใช้งานเครือข่ายในช่วงเวลานั้น
- เทคโนโลยีเครือข่ายที่เชื่อมต่อ เช่น 4G หรือ 5G
- ตำแหน่งที่ใช้งาน เช่น ภายในอาคาร ชั้นใต้ดิน หรือพื้นที่ห่างไกล
- ความสามารถของโทรศัพท์มือถือที่ใช้งาน
- เงื่อนไขของแพ็กเกจ เช่น การลดความเร็วหลังใช้ข้อมูลครบจำนวนที่กำหนด
หากต้องการเช็กความเร็วเน็ตมือถือระหว่างเดินทาง สามารถใช้บริการ Speed Test เพื่อดูความเร็ว Download, Upload และค่าความหน่วงของเครือข่ายในช่วงเวลานั้นได้ แต่ควรเข้าใจว่าผลที่ได้เป็นความเร็ว ณ จุดและเวลาที่ทดสอบ ไม่ได้เป็นตัวแทนของความเร็วตลอดทั้งวัน
1 Mbps เร็วไหม ใช้งานอะไรได้บ้าง ?
ถ้าถามว่า 1 Mbps เร็วไหม ต้องดูตามลักษณะการใช้งาน เพราะความเร็วระดับนี้อาจเพียงพอสำหรับกิจกรรมพื้นฐานบางอย่าง แต่จะมีข้อจำกัดเมื่อใช้งานคอนเทนต์ที่ต้องรับส่งข้อมูลจำนวนมาก
แล้ว 1 Mbps ใช้ทำอะไรได้บ้าง เร็วพอสำหรับ YouTube, LINE และ TikTok ไหม ?
- หากใช้ LINE สำหรับส่งข้อความ ส่งรูปขนาดไม่ใหญ่มาก หรือโทรเสียง ความเร็วประมาณ 1 Mbps ยังสามารถใช้งานได้ในหลายสถานการณ์ รวมถึงการเปิดเว็บไซต์ทั่วไป เช็กอีเมล ใช้ Google Maps หรือค้นหาข้อมูลระหว่างทริป
- การดู YouTube หรือ TikTok ก็สามารถใช้งานได้ แต่ประสบการณ์จะขึ้นอยู่กับความละเอียดของวิดีโอและคุณภาพของสัญญาณ หากเปิดวิดีโอความละเอียดสูง อาจใช้เวลาโหลดนานกว่า และอาจมีการลดความละเอียดอัตโนมัติ หรือเกิดอาการสะดุดเป็นบางช่วง
ดังนั้น หากเดินทางไปต่างประเทศและเน้นใช้อินเทอร์เน็ตสำหรับแชต เปิดแผนที่ เช็กเส้นทาง หรือค้นหาข้อมูลเป็นหลัก แพ็กเกจที่จำกัดความเร็วระดับประมาณ 1 Mbps อาจตอบโจทย์ได้ แต่ถ้าต้องดูวิดีโอจำนวนมาก ประชุมออนไลน์ หรืออัปโหลดไฟล์ขนาดใหญ่ ควรพิจารณาแพ็กเกจที่ให้ความเร็วสูงขึ้น
MB และ GB คืออะไร ?
MB และ GB ไม่ได้เป็นหน่วยความเร็วเน็ต แต่เป็นหน่วยสำหรับวัดปริมาณข้อมูล โดย GB คือ Gigabyte ซึ่งมักใช้ระบุปริมาณอินเทอร์เน็ตในแพ็กเกจ เช่น 5 GB, 10 GB หรือ 20 GB ในขณะที่ MB ย่อมาจาก Megabyte ซึ่งเป็นหน่วยที่มีขนาดเล็กกว่า GB
อีกหน่วยที่อาจพบได้คือ KB หรือ Kilobyte ซึ่งมักใช้เวลาพูดถึงไฟล์หรือข้อมูลขนาดเล็ก แต่หากถามว่า MB กับ KB อันไหนใหญ่กว่ากัน คำตอบคือ MB จะมีขนาดใหญ่กว่า KB โดยสามารถเรียงลำดับหน่วยข้อมูลที่พบได้บ่อยจากเล็กไปใหญ่ได้ดังนี้
KB < MB < GB < TB
สำหรับแพ็กเกจอินเทอร์เน็ตมือถือ ผู้ใช้มักเห็น MB และ GB มากที่สุด เช่น แพ็กเกจ 500 MB สำหรับการใช้งานเบา ๆ หรือแพ็กเกจหลาย GB สำหรับการใช้งานตลอดทริป
1 GB เท่ากับกี่ MB และใช้เน็ตได้ประมาณเท่าไร ?
ในแพ็กเกจโทรคมนาคมและการใช้งานทั่วไป 1 GB คิดเป็นประมาณ 1,000 MB ตามระบบฐานสิบที่ใช้กับการระบุปริมาณข้อมูลเชิงพาณิชย์ ดังนี้
- 1 GB ≈ 1,000 MB
- 5 GB ≈ 5,000 MB
- 10 GB ≈ 10,000 MB
ส่วนคำถามที่ว่า 1 GB สามารถใช้เน็ตได้นานแค่ไหนนั้น คำตอบขึ้นอยู่กับกิจกรรมแต่ละประเภท เช่น การส่งข้อความ เช็กอีเมล เปิดแผนที่ หรือค้นหาข้อมูลทั่วไป มักใช้ข้อมูลน้อยกว่าการดูวิดีโอ วิดีโอคอล หรืออัปโหลดไฟล์ขนาดใหญ่
นอกจากนี้ ความละเอียดของภาพและวิดีโอก็มีผลต่อปริมาณข้อมูลที่ใช้ด้วย การดูวิดีโอความละเอียดสูงต่อเนื่องย่อมใช้ข้อมูลมากกว่าการดูในความละเอียดต่ำ ดังนั้น คนที่ใช้เน็ตเพียงแค่เปิดดู Google Maps แชต และค้นหาร้านอาหารระหว่างทริป จึงอาจใช้ 1 GB ได้นานกว่าคนที่เปิด TikTok, Instagram Reels หรือ YouTube เป็นประจำ

ความเร็ว GB กับ Mbps อันไหนเร็วกว่ากัน ?
อีกหนึ่งคำถามที่พบได้บ่อยคือ ความเร็ว GB กับ Mbps อันไหนเร็วกว่ากัน ซึ่งในความเป็นจริงเราไม่สามารถนำสองหน่วยนี้มาเปรียบเทียบกันตรง ๆ ได้ เนื่องจากใช้วัดคนละสิ่งกัน กล่าวคือ Mbps ใช้บอกความเร็วในการรับส่งข้อมูล ขณะที่ GB ใช้บอกปริมาณข้อมูลที่สามารถใช้ได้
ลองนึกภาพการเดินทางด้วยรถยนต์
- Mbps เปรียบเสมือนความเร็วของรถ ยิ่งตัวเลขสูง รถก็สามารถเดินทางได้เร็วขึ้น
- GB เปรียบเสมือนปริมาณน้ำมันในถัง ยิ่งมีมาก ก็สามารถเดินทางหรือใช้งานได้นานขึ้น
ตัวอย่างเช่น แพ็กเกจหนึ่งอาจให้ข้อมูล 20 GB และรองรับความเร็วสูงสุดตามเครือข่าย ขณะที่อีกแพ็กเกจอาจเป็น Unlimited Data แต่จำกัดความเร็วไว้ที่ 1 Mbps
แพ็กเกจแรกมีปริมาณข้อมูลจำกัด แต่ใช้งานด้วยความเร็วสูงได้จนกว่าจะถึงเงื่อนไขที่กำหนด ส่วนแพ็กเกจหลังอาจใช้งานข้อมูลได้ต่อเนื่องโดยไม่ต้องกังวลเรื่องจำนวน GB แต่จะถูกจำกัดความเร็วในการใช้งาน จึงไม่สามารถบอกได้ว่าแพ็กเกจที่มี GB มากกว่าจะเร็วแรงกว่า หรือแพ็กเกจที่มี Mbps สูงกว่าจะใช้ได้นานกว่า เพราะต้องพิจารณาสองปัจจัยนี้แยกกัน
เลือกซิมเที่ยวต่างประเทศจาก The Global SIM ให้ตรงกับการใช้งาน
การรู้ว่า Mbps ใช้บอกความแรงเน็ต ส่วน MB และ GB ใช้บอกปริมาณข้อมูลที่สามารถใช้งานได้ จะช่วยให้เลือกแพ็กเกจสำหรับเดินทางไปต่างประเทศได้ตรงกับพฤติกรรมของตัวเองมากขึ้น เช่น หากเน้นเปิดแผนที่ แชต และค้นหาข้อมูลระหว่างเที่ยว อาจไม่จำเป็นต้องใช้แพ็กเกจที่มีปริมาณเน็ตสูงมาก แต่หากชอบดูวิดีโอ เล่นโซเชียลมีเดีย หรืออัปโหลดรูปและคลิปเป็นประจำ ก็ควรเลือกแพ็กเกจที่มีทั้งปริมาณเน็ตและความเร็วเหมาะสมกับการใช้งาน
เมื่อรู้แล้วว่าควรดูตัวเลข Mbps และ GB อย่างไร ขั้นต่อไปคือการเลือกแพ็กเกจให้เหมาะกับประเทศที่จะไป จำนวนวันเดินทาง และกิจกรรมที่ต้องใช้อินเทอร์เน็ตตลอดทริป โดย The Global SIM มีตัวเลือกสำหรับจุดหมายยอดนิยม ไม่ว่าจะเป็นซิมเที่ยวญี่ปุ่นสำหรับเช็กเส้นทางรถไฟ เปิดแผนที่ และค้นหาร้านอาหาร ซิมเที่ยวจีนสำหรับเตรียมอินเทอร์เน็ตไว้ใช้งานตั้งแต่เดินทางถึงปลายทาง ซิมยุโรปสำหรับผู้ที่มีแผนเดินทางในหลายประเทศ หรือซิมเน็ตอเมริกาสำหรับทริปท่องเที่ยว เรียนต่อ และเดินทางเพื่อธุรกิจ
สามารถเปรียบเทียบรายละเอียดของแต่ละแพ็กเกจก่อนเลือกซื้อ เพื่อดูทั้งปริมาณอินเทอร์เน็ต ระยะเวลาใช้งาน และเงื่อนไขด้านความเร็วให้เหมาะกับทริปของตัวเอง พร้อมสั่งซื้อออนไลน์ผ่านเว็บไซต์หรือช่องทาง Shopee ได้สะดวกตลอด 24 ชั่วโมง ช่วยให้เตรียมอินเทอร์เน็ตต่างประเทศไว้ล่วงหน้าและพร้อมใช้งานเมื่อออกเดินทาง
ข้อมูลอ้างอิง
- Definitions of the SI units: The binary prefixes. สืบค้นเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2569. จาก https://physics.nist.gov/cuu/Units/binary.html.
- Difference Between MB and GB: Which is Bigger?. สืบค้นเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2569. จาก https://ormsystems.com/blogs/difference-between-mb-and-gb.
- What is Mbps?. สืบค้นเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2569. จาก https://www.omnifiber.com/blog/what-is-mbps/.
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับหน่วยความเร็วเน็ต (FAQs)
Q : Mbps กับ MB/s ต่างกันอย่างไร ?
A : Mbps ใช้วัดความเร็วในการรับส่งข้อมูลเป็น Megabits per second ส่วน MB/s คือ Megabytes per second ซึ่งเป็นคนละหน่วยกัน โดยทั่วไป 8 bits เท่ากับ 1 byte ดังนั้น ตัวเลข Mbps จึงไม่สามารถนำไปเทียบกับ MB/s แบบหนึ่งต่อหนึ่งได้
Q : ความแรงเน็ตสำหรับวิดีโอคอลควรอยู่ที่ประมาณเท่าไร ?
A : ความเร็วหรือความแรงที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับแอปพลิเคชัน ความละเอียดของภาพ และจำนวนผู้ใช้งานเครือข่ายในขณะนั้น หากต้องวิดีโอคอลระหว่างเดินทางบ่อย ควรเลือกแพ็กเกจที่มีความเร็วเพียงพอและสัญญาณเครือข่ายครอบคลุมพื้นที่ที่เดินทาง
Q : Unlimited Data หมายความว่าใช้อินเทอร์เน็ตได้ไม่จำกัดความเร็วหรือไม่ ?
A : ไม่เสมอไป เพราะบางแพ็กเกจอาจใช้งานข้อมูลได้ไม่จำกัด แต่มีการกำหนดความเร็วสูงสุด หรือมีเงื่อนไขลดความเร็วหลังใช้ข้อมูลครบตามจำนวนที่กำหนด จึงควรอ่านรายละเอียดแพ็กเกจก่อนซื้อทุกครั้ง
Q : ทำไมความเร็วเน็ตที่ทดสอบได้จึงไม่เท่ากันในแต่ละครั้ง ?
A : เพราะความเร็วจริงอาจเปลี่ยนแปลงตามช่วงเวลา ตำแหน่งที่ใช้งาน จำนวนผู้ใช้เครือข่าย คุณภาพสัญญาณ และอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อ ดังนั้น การทดสอบในสถานที่หรือช่วงเวลาต่างกันจึงอาจได้ผลลัพธ์ไม่เหมือนกัน
Q : ใช้ eSIM แล้วความแรงเน็ตช้ากว่าซิมการ์ดปกติหรือไม่ ?
A : การเป็น eSIM หรือซิมการ์ดจริงไม่ได้เป็นตัวกำหนดความเร็วโดยตรง เพราะความเร็วขึ้นอยู่กับเครือข่ายที่แพ็กเกจเชื่อมต่อได้ พื้นที่ให้บริการ เทคโนโลยี 4G หรือ 5G และเงื่อนไขของแพ็กเกจมากกว่า ดังนั้น ก่อนซื้อควรตรวจสอบรายละเอียดเครือข่ายและความเร็วที่รองรับของแต่ละแพ็กเกจ

